ทำความรู้จัก 9 สารเจือปนในอาหาร และความเสี่ยงที่คุณควรทราบ

ทำความรู้จัก 9 สารเจือปนในอาหาร และความเสี่ยงที่คุณควรทราบ

                ทำความรู้จัก 9 สารเจือปนในอาหาร และความเสี่ยงที่คุณควรทราบ สารเจือปนอาหารคือสารเคมีที่ช่วยเพิ่มหรือเสริมคุณสมบัติบางอย่างให้กับอาหาร ซึ่งอาจมีที่มาจากสัตว์ พืช แร่ธาตุ รวมถึงการสังเคราะห์ ซึ่งสารประสงค์หลักของสารเจือปนอาหารก็คือ เพื่อช่วยเพิ่มรสชาติ ช่วยยืดอายุอาหาร

หรือช่วยคงความสดของอาหารนั่นเอง จากที่ได้อ่านมาเพื่อน ๆ อาจจะคิดว่าสารเจือปนอาหารน่าจะเป็นสิ่งที่ดีใช่ไหมคะ แต่บอกเลยว่าเพื่อน ๆ คิดผิด เพราะส่วนประกอบของสารเจือปน อาจเป็นสาเหตุของปัญหาสุขภาพและความเจ็บป่วยได้ วันนี้เราจะพาเพื่อน ๆ ไปทำความรู้จักกับสารเหล่านี้ โดยจะมีอะไรบ้างตามไปดูกันได้เลย

ทำความรู้จัก 9 สารเจือปนในอาหาร และความเสี่ยงที่คุณควรทราบ

ทำความรู้จัก 9 สารเจือปนในอาหาร และความเสี่ยงที่คุณควรทราบ

1.สีผสมอาหาร

ใช้เจือในอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสร้างสีสัน ทำให้อาหารน่ารับประทานยิ่งขึ้น พบได้ในเนื้อสัตว์ ขนมหวาน น้ำหวาน ซึ่งในแต่ละสีก็จะมีสารเคมีที่แตกต่างกันจึงอาจส่งผลต่อสุขภาพแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นภาวะไฮเปอร์หรืออยู่ไม่นิ่งในเด็ก กระตุ้นให้อาการของโรคหอบหืด (asthma) รุนแรงขึ้น ทำให้เกิดอาการแพ้ โดยจากการทดลองในสัตว์สีผสมอาหารบางสีอาจเพิ่มความเสี่ยงของเนื้องอกบริเวณต่อมไทรอยด์ อย่างไรก็ตาม จากการทดลองในสัตว์ สีผสมอาหารนั้นไม่มีส่วนในการก่อให้เกิดโรคมะเร็ง

ทำความรู้จัก 9 สารเจือปนในอาหาร และความเสี่ยงที่คุณควรทราบ

2.ผงชูรส หรือ โมโนโซเดียมกลูตาเมต

เป็นอีกหนึ่งเครื่องปรุงที่มักใช้ตามร้านอาหารและครัวเรือน มีคุณสมบัติในการช่วยเพิ่มรสชาติของอาหาร ความเชื่อที่ว่าการรับประทานผงชูรสอาจทำให้ผมร่วงนั้นไม่เป็นความจริง แต่ผงชูรสอาจส่งผลเสียต่อร่างกายในรูปแบบอื่น อย่างทำลายสมองส่วนหน้า ลดวิตามินในร่างกาย เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็ง ลดภูมิคุ้มกัน และกระตุ้นให้อาการของโรคบางโรครุนแรงขึ้น นอกจากนี้ ในกลุ่มผู้ที่ไวต่อผงชูรสอาจมีอาการปวดศีรษะ เหงื่อออก รู้สึกชา เมื่อรับประทานในปริมาณมาก ผงชูรสพบได้อาหารหลายชนิด โดยเฉพาะขนมขบเคี้ยว อาหารสำเร็จรูป และอาหารแช่แข็ง

ทำความรู้จัก 9 สารเจือปนในอาหาร และความเสี่ยงที่คุณควรทราบ

3.ไฮฟรักโทสคอร์นไซรัป

เป็นสารให้ความหวานอย่างหนึ่งที่ผลิตมาจากข้าวโพด พบมากในน้ำอัดลม น้ำผลไม้ ชานมไข่มุก สารชนิดนี้ให้ความหวานมากกว่าสารให้ความหวานชนิดอื่น ๆ ทั้งยังมีราคาที่ถูกกว่า การบริโภคไฮฟรักโทสคอร์นไซรัปปริมาณมากเป็นเวลานานอาจส่งผลให้ระบบการเผาผลาญทำงานได้น้อยลง เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ และโรคความดันโลหิต ผู้ใหญ่จึงไม่ควรบริโภคเกินวันละ 6 ช้อนชา และเด็กไม่ควรบริโภคเกิน 4 ช้อนชา

ขอแนะนำ แชร์ 7 วิธีเปลี่ยนตัวเอง รับปีใหม่ที่สามารถทำได้ง่าย ๆ เชื่อว่าคงไม่มีใครในโลกใบนี้ที่ไม่อยากมีสุขภาพที่ดีใช่ไหมล่ะคะ เพราะการมีร่างกายที่แข็งแรงถือเป็นลาภอันประเสริฐอย่างหนึ่ง และที่สำคัญคืออีกไม่กี่เดือนก็จะเป็นปีใหม่แล้ว เพื่อน ๆ ลองลุกขึ้นมาเปลี่ยนตัวเอง เพื่อสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่ดี ทำให้ปีใหม่นี้กลายเป็นปีแห่งความสุขกันเถอะ 

4.แอสปาร์แตม

4.แอสปาร์แตม

เป็นสารให้ความหวานที่ให้พลังงานต่ำ พบได้ในน้ำอัดลมที่ให้แคลอรี่ต่ำ มีงานวิจัยที่พบว่าแอสปาร์แตมนั้นอาจช่วยในการลดน้ำหนักและรักษาระดับน้ำตาลในเลือด แต่การบริโภคแอสปาร์แตมก็อาจส่งผลให้เกิดความผิดปกติทางจิต อย่างอาการตื่นตระหนก ตื่นตกใจ อารมณ์แปรปรวน ภาพหลอน นอกจากนี้ การทดลองในสัตว์ยังพบว่าแอสปาร์แตมนั้นมีส่วนก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้อีกด้วย

5.โซเดียมเบนโซเอต
Spoon full of sugar

5.โซเดียมเบนโซเอต

เป็นสารกันเสียที่ใช้ยืดอายุของอาหารและเครื่องดื่ม พบมากในอาหารแปรรูป อย่างอาหารแช่แข็ง อาหารกระป๋อง อาหารหมักดอง โซดา น้ำอัดลม มีงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับโซเดียมเบนโซเอตแล้วพบว่า สารชนิดนี้เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะไฮเปอร์หรืออยู่ไม่นิ่งในเด็ก กระตุ้นอาการของโรคสมาธิสั้นในเด็กวัยรุ่น และยังมีงานวิจัยที่พบว่าการรับประทานโซเดียมเบนโซเอตร่วมกับวิตามินซีอาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้อีกด้วย จึงควรหลีกเลี่ยงอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีโซเดียมเบนโซเอตเป็นส่วนประกอบ

6.โซเดียมไนไตรต์

6.โซเดียมไนไตรต์

เป็นสารกันเสียที่อยู่ในรูปแบบของเกลือ พบได้ในผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเนื้อสัตว์ อย่างอาหารกระป๋อง ไส้กรอก แหนม กุนเชียง และลูกชิ้น การได้รับโซเดียมไนไตรต์ในปริมาณที่เหมาะนั้นอาจช่วยควบคุมการเจริญเติบโตของแบคทีเรียในลำไส้ได้ แต่เมื่อโซเดียมไนไตรต์และกรดอะมิโนในร่างกายได้รับความร้อนสูงอาจเปลี่ยนเป็นสารไนโตรซามีนซึ่งอาจทำให้เกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหารได้ และเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานอีกด้วย จึงควรรับประทานเนื้อสัตว์ที่ไม่ผ่านการแปรรูปเพื่อลดความเสี่ยงที่จะได้รับสารโซเดียมไนไตรต์

7.ไขมันทรานส์ หรือที่เรียกกันว่าไขมันเลว

7.ไขมันทรานส์ หรือที่เรียกกันว่าไขมันเลว

เนื่องจากงานวิจัยหลายงานที่พบว่าไขมันทรานส์เป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก การบริโภคไขมันทรานส์ในปริมาณมากอาจทำให้เกิดความผิดปกติ อย่างทำให้ร่างกายเกิดการอักเสบ เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด และเพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคเบาหวาน โดยอาหารที่มีไขมันทรานส์เป็นส่วนประกอบ อย่างอาหารฟาสต์ฟู้ด เนยเทียม เบเกอรี่ เนื้อติดมัน และไขมันจากสัตว์ โดยเปลี่ยนไปรับประทานอาหารที่มีไขมันดีอย่างปลาทะเล อะโวคาโด อาหารที่ปรุงด้วยน้ำมันมะกอก เพื่อลดความเสี่ยงการเป็นโรค

8.กัวร์กัม

8.กัวร์กัม

เป็นสารที่สร้างความข้นหนืดให้กับอาหาร พบได้ในไอศกรีม โยเกิร์ต น้ำสลัด และน้ำจิ้ม กัวร์กัมนั้นเป็นสารจากที่ได้จากถั่วกัวร์ กัวร์กัมนั้นเป็นสารเจืออาหารที่มีไฟเบอร์สูง ช่วยลดอาการท้องอืดและท้องผูก ให้พลังงานต่ำ ช่วยให้อิ่มเร็ว แต่กัวร์กัมก็อาจทำให้เกิดความผิดปกติ อย่างเกิดแก๊สในกระเพาะ ท้องอืด และหากรับประทานมากเกินไปอาจทำให้เกิดการอุดตันของหลอดอาหารหรือลำไส้เล็ก

9.คาร์ราจีแนน

9.คาร์ราจีแนน

เป็นสารช่วยสร้างความข้นหนืดช่วยให้อาหารเป็นเนื้อเดียวกัน และเป็นสารกันเสียด้วย คาร์ราจีแนนนั้นผลิตมาจากสาหร่ายแดง แม้ว่าจะเป็นผลผลิตจากธรรมชาติ แต่ก็มีงานวิจัยหลายงานที่พบว่าคาร์ราจีแนนอาจทำให้ร่างกายเกิดความผิดปกติ อย่างเกิดแผลภายในลำไส้ เกิดการอักเสบ ภาวะไม่ทนทานต่อน้ำตาลกลูโคส แพ้อาหาร และเพิ่มความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ คาร์ราจีแนนอาจพบได้ในนมรสช็อคโกแลค นมแอลมอนด์ ไอศกรีม และนมถั่วเหลือง

เป็นอย่างไรกันบ้างคะสำหรับบทความ ทำความรู้จัก 9 สารเจือปนในอาหาร และ ความเสี่ยงที่คุณควรทราบ!! ที่เราได้รวบรวมมาให้เพื่อน ๆ ได้รู้จักกัน ต้องบอกก่อนว่าสารเจือปนบางชนิดอาจมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ก็ไม่ควรกินในปริมาณที่มากเกินไป เพราะสารเจือปนจะไปสะสมในร่างกายของเราและส่งผมเสียต่อสุขภาพของเรานั่นเอง

อ่านบทความเพิ่มเติม ได้ที่ : 10 พฤติกรรมเสี่ยงทำร้าย “ตับ” ที่คุณอาจไม่เคยรู้!!!

Related Post